คลื่นของความร้อน

ลำดับแรก เราควรจะเข้าใจในเรื่องของ คลื่นความร้อน ซึ่งจะเป็นการบัญญัติคำศัพท์ที่ผิด เกี่ยวกับคลื่นความร้อน และก็นักเรียนวิทยาศาสตร์ ระดับประถมเกือบทุกคน ก็คงน่าจะคุ้นเคย เกี่ยวกับการถ่ายความร้อน 3 ประเภท ก็คือ การนำ การพา การแผ่รังสี
ส่วนประเภทสุดท้ายนั้น ก็คือ การที่วัตถุอุณหภูมิสูง จะส่งด้วย รังสีของความร้อน เพื่อไปยังวัตถุด้านข้าง สำหรับรังสีความร้อน นี้ไม่ได้เกี่ยวข้อง กับปรากฏการณ์ของ คลื่นความร้อน ที่คุณได้ยินได้ หรือว่าได้ฟังอยู่ในข่าว สำหรับคลื่นความร้อน ก็คือ วิธีการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นอย่างรุนแรง ซึ่งช่วงของระยะเวลา และก็พื้นที่ใดพื้นหรือว่าพื้นที่หนึ่ง ซึ่งจะเป็นปรากฏการณ์ สัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลง ทางธรรมชาติของแต่ละฤดูกาลนั้น ๆ
สำหรับฤดูกาลนั้น ก็เป็นกุญแจที่สำคัญ ของการเกิดปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ อย่างเช่นพายุไต้ฝุ่น หรือว่าพายุเฮอริเคน ซึ่งจัดได้ว่าเป็นสภาวะของอากาศที่สุดโต่ง ถ้าหากว่าเรานั้น มองดูธรรมชาติ เป็นความสงบร่มเย็น พายุไต้ฝุ่น ก็คือ เป็นปรากฏการณ์ ที่จะมาทำลายหรือว่ารบกวนความสงบนิ่ง และแม้จะมีผลกระทบต่อสังคม แต่ความสูญเสีย ทางด้านชีวิต และก็ทรัพย์สินที่เกิดจากคลื่นความร้อนนั้น ก็จะไม่ได้แตกต่างไปจากพายุเท่าไหร่ แต่ว่าคลื่นความร้อนนั้น ก็เป็นส่วนหนึ่ง ของการผันแปร ที่เกิดตามวัฏจักรทางธรรมชาตินั้น ๆ

และปรากฏการณ์ของคลื่นความร้อนนั้น ก็เปรียบเหมือนกับเด็กน้อย ที่กำลังนั่งไกวชิงช้าอยู่ และระดับความสูงในการไกวชิงช้านั้น ก็ไม่ควรที่จะแตกต่างกันให้มาก และการเลื่อนเข้า เลื่อนออกของน็อตในชิงช้านั้น ขันไว้ไม่แน่น หรือว่ามีกระแสลมพัด มาพอดี รวมถึงการขยับตัว ของเด็กด้วย ก็จะส่งผลให้เที่ยวหนึ่ง ของชิงช้านั้น ดีดตัวเองได้ขึ้น มากกว่าสูงกว่าปกติ
และดวงอาทิตย์นั้น ก็อาจจะเป็นปัจจัยหลัก สำหรับการควบคุม เพื่อให้เกิดฤดูกาลขึ้นมา แต่ในระดับพื้นผิวโลกนั้น ก็ยังมีอีกปัจจัยอื่น ๆ อย่างเช่น อุณหภูมิของกระแสน้ำ มีความชื้น รวมถึงประเภทของสัตว์ด้วย และก็พืชที่ได้อาศัยอยู่ในบริเวณนั้นด้วย
และก็นักวิทยาศาสตร์นั้น ก็ได้พบว่า สาเหตุหลักนั้น มาจากความชื้นที่อยู่ใต้ผิวดิน และก็แห้งติดต่อกันมานานหลายปี สำหรับความแห้งของผิวดินนั้น ก็จะส่งผลให้อากาศของพื้นผิว ได้แห้งตามไปด้วย และก็ปริมาณของเมฆนั้นก็จะน้อยผิดปกติ และเมฆที่น้อยลงนั้น ก็จะมาบังแสงอาทิตย์ลดน้อยลงไป ทำให้อุณหภูมิสูงขึ้น และผิวดินนั้นก็แห้งขึ้นมากกว่าเดิมอีก และสภาวะที่เล็กน้อย วนเวียน และก็จะส่งเสริมกันและกัน ก็จะลงเอยที่ปรากฏการณ์ของความร้อน
พายุเฮอริเคน

ลักษณะของ “พายุฮอริเคน” คือ จะมีลมพัดรุนแรง, มีฝนโหมกระหน่ำ, มีคลื่นอันตราย, และมันก็มีชื่อเรียก ที่หลากหลาย อย่างเช่นพายุไต้ฝุ่น, (Typhoon) หรือว่าพายุโซนร้อน, (Tropical Cyclone) ถึงแม้ว่าว่าจะมีชื่อเรียกมากมาย แต่เฮอริเคนนี้ ก็คือพายุลูกยักษ์ ที่จะคอยจ้องทำลาย อยู่น่านน้ำทะเล ที่อยู่ในเขตร้อน และเฮอริเคนที่มีขนาดทั่ว ๆ ไปนั้น จะปล่อยพลังงาน ในแต่ล่ะวันได้เท่า ๆกับระเบิดปรมาณู ขนาดเท่ากับลูกเล็ก ๆ ประมาณครึ่งล้านลูก และพายุเฮอริเคนนั้น มักจะก่อตัวขึ้นอยู่ในช่วงฤดูร้อน และก็ฤดูใบไม้ร่วง ในขณะที่ดวงอาทิตย์นั้น ทำให้มหาสมุทร ที่อยู่ในเขตร้อน ได้มีอุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้นมากกว่า 82 องศา ฟาเรนไฮต์ ด้วยอากาศที่อบอุ่น และก็ชื้นนี้ ก็จะลอยตัวสูงขึ้น อยู่เหนือทั่งทั้งบริเวณเขตร้อน จึงเป็นสาเหตุทำให้เกิดพายุ และฝนฟ้าคะนองขึ้น และหลังจากนั้น ลมที่พัดสูงอยู่ บนชั้นบรรยากาศ และก็ลมที่อยู่บนพื้นผิวของโลก (Surface Wind) นั้นก็จะสามารถมารวมตัวกันได้ จนทำให้เกิดเป็นกลุ่มเมฆ ในรูปก้นหอย หรือที่เรียกกันว่า พายุดีเปรสชั่นเขตร้อน และถ้าแรงลม ของพายุนั้นมีมากเกิน 39 ไมล์/ชั่วโมง พายุนั้นก็จะถูกเรียกว่า พายุเขตร้อน (Tropical Storm) และถ้าลมแรงมากกว่า 74 ไมล์/ชั่วโมง พายุนั้น ก็จะถูกจัดว่าเป็น “พายุเฮอริเคน” โดยเป็นทางการ และภายในของพายุเฮอริเคนนั้น จะมีกลุ่มฝนมากมายหลายสาย และอาจจะยาวได้ถึงประมาณ 300 ไมล์ และจะมาบรรจบกัน อยู่ที่กำแพงของดวงตาของพายุ เพราะว่าจะเป็นบริเวณ ที่พายุนั้นมีความรุนแรงมากที่สุด ตรงบริเวณนี้นั่นเอง และลมแรงถึง 200 ไมล์/ชั่วโมง จะมีลักษณะการพัด หมุนเป็นเกลียวขึ้นไป และขณะที่ใจกลางของพายุ ก็จะมีอากาศแห้ง ๆ ได้พัดลงมา จึงทำให้เกิดบริเวณที่ลมสงบ และเรียกบริเวณนี้ว่า ดวงตาของพายุ และถ้าพายุก่อตัวเต็มที่แล้ว ก็อาจจะมีขนาดของเส้นผ่าศูนย์กลาง กว้างถึงประมาณ 500 ไมล์ และจะใหญ่เท่า ๆ กันกับรัฐเท็กซัส ของประเทศสหรัฐอเมริกา และจะมีความสูงถึงประมาณ 9 ไมล์ และส่วนมากพายุพวกนี้ จะมีการหมุนอยู่ในมหาสมุทร และแต่ล่ะปีนั้น ก็จะมี 2-3 ลูก ที่จะพัดขึ้นมายังฝั่งของประเทศสหรัฐอเมริกา และถ้าพายุนั้นพัดมาถึง มันก็จะเกิดความเสียหาย อย่างมากมาย และสิ่งที่อันตรายมากที่สุด ก็คือ คลื่นพายุซัดฝั่ง (Storm Surge) หรือว่ากำแพงน้ำ ที่จะสาดและซัดเข้ามา ตามแนวชายฝั่ง
และนอกจากนี้ “พายุเฮอริเคน” ก็ยังสามารถสร้างความเสียหาย ในด้านเศรษฐกิจเช่นกัน พายุเฮอริเคนแอนดรูว์ ที่ได้เกิดขึ้นตอน ค.ศ. 1992 ได้ถูกจัดว่าเป็นภัยธรรมชาติ ครั้งรุนแรงและก็สิ้นเปลืองมากที่สุด ในประวัติศาสตร์ ของประเทศสหรัฐอเมริกาอีกด้วย คือ มันสร้างความเสียหายและก็คิดเป็นเงินถึง 2,5000 ล้านดอลลาร์ เลยทีเดียว
และนักวิทยาศาสตร์ ในปัจจุบันนี้ก็ได้พยายามที่จะค้นหาวิธี ในการคาดคะเน ของเส้นทางเคลื่อนที่ ของพายุเฮอริเคน เพื่อให้ได้ดีมากขึ้นกว่าเดิม และก็ได้มีหน่วยเครื่องบินพิเศษ ที่ได้เรียกว่า หน่วยนักล่าเฮอริเคน ทำหน้าที่ในการบินเข้าไปหาพายุ มหากาฬเหล่านี้ ก็เพื่อที่จะทิ้งเซนเซอร์ ในการตรวจจับความเร็วของลม, อุณหภูมิ, และก็ความกดอากาศ และข้อมูลที่สำคัญนี้ จะสามารถช่วยให้คาดเดา ทิศทางในการเคลื่อนที่ของพายุนั้นได้ และก็เครื่องสร้างภาพสามมิติ ที่เป็นแบบใหม่ ก็เป็นเครื่องมือหนึ่ง ที่จะสามารถช่วยให้นักวิทยาศาสตร์ ได้เข้าใจในพลังธรรมชาติ ที่น่าเกรงกลัวนี้ และก็สามารถที่จะให้คำเตือน ได้อย่างรวดเร็ว และก็แม่นยำขึ้นด้วย
พายุไซโคลน นาร์กิส

นาร์กีส (Nargis) ชื่อเรียก พายุหมุนในเขตร้อน จะเกิดขึ้นในอ่าวเบงกอลทางตอนกลางของประเทศปากีสถาน และจะมีความเร็วของลม ประมาณ 190 กิโลเมตร/ชั่วโมง นับว่ามีความรุนแรงอยู่ในระดับ 3 ก็คือ การทำลายล้างจะปานกลาง จะทำลายโครงสร้างที่อยู่อาศัยที่มีขนาดเล็ก และน้ำจะท่วมแค่พื้นล่างของบ้านเท่านั้น และระดับของความรุนแรงพายุหมุนเขตร้อนนี้ ที่ความเร็วของลมเกินกว่า 118 กิโลเมตร/ชั่วโมง นั้นก็สามารถที่จะแบ่งออกได้ 5 ระดับ คือ
พายุในระดับที่ 1 จะมีความเร็วของลมประมาณ 119-153 กิโลเมตร/ชั่วโมง และจะทำลายล้างเพียงเล็กน้อย และจะไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ จะ มีน้ำท่วมขังบริเวณชายฝั่ง
พายุในระดับที่ 2 จะมีความเร็วของลมประมาณ 154-177 กิโลเมตร/ชั่วโมง และจะทำลายล้างเพียงเล็กน้อย ส่งผลทำให้หลังคา, ประตูและก็หน้าต่างของบ้านเรือน มีความเสียหายอยู่บ้าง และจะทำให้เกิดน้ำท่วมขังได้
พายุในระดับที่ 3 จะมีความเร็วของลมประมาณ 178-209 กิโลเมตร/ชั่วโมง และจะทำลายล้างเพียงปานกลาง และจะทำลายโครงสร้างของที่บ้านเรือนที่มีขนาดเล็ก และจะทำให้น้ำท่วมขังถึงชั้นล่างของบ้าน
พายุในระดับที่ 4 จะมีความเร็วของลมประมาณ 210-249 กิโลเมตร/ชั่วโมง และจะทำลายล้างสูงมาก โดยที่หลังคาบ้าน และตัวบ้านในบางแห่งนั้นจะถูกทำลาย และน้ำจะท่วมเข้ามาถึงในพื้นบ้านเลย
พายุในระดับที่ 5 จะมีความเร็วของลมที่มากกว่า 250 กิโลเมตร/ชั่วโมง และจะทำลายล้างในขนาดที่สูงมาก โดยหลังคาบ้าน, ตึก และก็อาคารต่าง ๆ จะถูกทำลายและก็พังทลาย และน้ำก็จะท่วมขังในปริมาณมาก และเป็นขั้นรุนแรงที่สามารถทำลายข้าวของและก็ทรัพย์สินภายในบ้าน และอาจจะต้องประกาศให้ประชาชนอพยบได้
และในขณะเดียวกันนั้น หลังจากที่พายุไซโคลน นาร์กีส มีขนาดความเร็วของลมประมาณ 190 กิโลเมตร/ชั่วโมง ได้ซัดเข้าถล่มเมืองย่างกุ้งและก็บาสเซน บริเวณสามเหลี่ยมของปากแม่น้ำอิระวดี ในประเทศพม่า ในเช้าของวันที่ 3 พ.ค. 2551 และก่อนหน้านี้ได้คาดว่า พายุจะเข้าจู่โจมในประเทศบังกลาเทศก่อน แต่พายุก็ได้เปลี่ยนทิศทางมายังประเทศพม่า และความรุนแรงของไซโคลนนาร์กีสที่เกิดขึ้นนั้น ได้พัดเอาหลังคาบ้านปลิวไปกับพายุ ทำให้ต้นไม้และก็เสาไฟฟ้านั้นหักโค่น ส่งผลให้ไฟฟ้าดับทั่วทั้งเมือง และทางภาคเหนือ และก็ทางภาคใต้ของไทย ก็ได้เจอกับหางของพายุนาร์กีสเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ส่งผลให้หลายจังหวัดมีฝนตกและก็ มีน้ำท่วมขังอยู่บ้าง
จากภัยธรรมชาตินี้ไม่มีทางที่เราจะเลี่ยงได้ ไม่ว่าจะอยู่ประเทศไหน หรือว่าแผ่นดินใดก็ตาม แต่เราสามารถที่จะหาวิธีป้องกันได้ และวิธีการที่ดีที่สุดนั้น คือ ทางด้านรัฐบาลเองจะต้องตั้งหน่วยงานที่คอยทำหน้าที่ “early warning” ก็คือ ทำหน้าที่คอยเตือนประชาชนเพื่อให้เตรียมความพร้อม เพื่อที่จะรับมือกับพายุ โดยจะต้องเป็นข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ และก็ต้องทันการณ์อยู่เสมอ หลังจากนั้น ก็ให้รีบดำเนินการต่าง ๆ อย่างเช่น ทำการย้ายประชาชนไปอยู่ในที่ที่ปลอดภัยมากที่สุด
พายุแบ่งออกเป็น 3 ประเภท (ต่อ…)

- พายุเฮอร์ริเคน (hurricane) จะเป็นชื่อที่ใช้เรียกพายุหมุน ที่จะเกิดขึ้นทางด้านทิศตะวันตก ของมหาสมุทรแอตแลนติก เช่น ตรงบริเวณฟลอริดาประเทศสหรัฐอเมริกา, และทางด้านอ่าวเม็กซิโก และตรงทะเลแคริบเบียน และยังรวมไปถึงมหาสมุทรแปซิฟิก ทางด้านบริเวณชายฝั่งของประเทศเม็กซิโก
- พายุไต้ฝุ่น (typhoon) จะเป็นชื่อของพายุหมุน ที่จะเกิดอยู่ทางด้านทิศตะวันตก ของมหาสมุทรแปซิฟิกเหนือ อย่างเช่น ตรงบริเวณทะเลจีนใต้, อ่าวไทย, อ่าวตังเกี๋ย, ของประเทศญี่ปุ่น
- พายุไซโคลน (cyclone) คือ พายุหมุนที่จะเกิดขึ้นในมหาสมุทรอินเดียเหนือ อย่างเช่น ตรงบริเวณอ่าวเบงกอล, ทะเลอาหรับ แต่ถ้าเกิดว่าพายุนี้เกิดขึ้นบริเวณ ทะเลติมอร์และทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ของประเทศออสเตรเลีย เราจะเรียกว่า พายุวิลลี-วิลลี
- พายุโซนร้อน (tropical storm) จะเกิดขึ้นขณะที่พายุเขตร้อน ที่มีขนาดใหญ่อ่อนกำลังลง และขณะที่กำลังเคลื่อนตัวอยู่ในทะเล และก็ความเร็วตรงจุดศูนย์กลางลดลง และเมื่อเคลื่อนตัวเข้าหาฝั่ง จะมีความเร็วของลมเท่ากับ 62-117 กิโลเมตร/ชั่วโมง
- พายุดีเปรสชัน (depression) จะเกิดขึ้นตอนความเร็วลดลง จากพายุโซนร้อน ซึ่งจะก่อให้เกิดพายุฝนและฟ้าคะนองธรรมดา หรือว่าฝนตกหนัก จะมีความเร็วของลมน้อยกว่า 61 กิโลเมตร/ชั่วโมง
พายุประเภทที่ 3. พายุทอร์นาโด (tornado) จะเป็นชื่อเรียกของพายุหมุน ที่จะเกิดขึ้นในทวีปอเมริกา และก็จะมีขนาดเนื้อที่เล็ก หรือว่ามีเส้นผ่าศูนย์กลางน้อย แต่จะหมุนด้วยความเร็วที่สูง หรือว่าความเร็วที่จุดศูนย์กลางสูงมากกว่า พายุหมุนอื่น ๆ ซึ่งจะก่อความเสียหายได้รุนแรง ในบริเวณที่พายุพัดผ่าน จะเกิดได้ทั้งบนบกและก็ในทะเล
พายุไซโคลน นาร์กิส

พายุ หมายถึง สภาพอากาศแบบใดก็ตามที่ได้ถูกรบกวน และทำให้มีผลกระทบต่อพื้นผิวของโลก และยังบอกถึงสภาพอากาศที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรงอีกด้วย เวลากล่าวถึงความรุนแรงของพายุ และจะมีเนื้อหาที่สำคัญ คือ มีความเร็วที่ศูนย์กลาง, ความเร็วของการเคลื่อนตัว, ทิศทางในการเคลื่อนตัวของพายุ, และก็ขนาดความกว้างหรือว่าเส้นผ่าศูนย์กลางของตัวพายุด้วย
พายุ แบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่
พายุประเภทที่1. พายุฝนฟ้าคะนอง คือ จะมีลักษณะของลมพัดไปพัดมา หรืออาจจะพัดเคลื่อนตัวไปในทางเดียวกัน อาจจะเกิดจากการที่พายุอ่อนตัวและก็จะลดความรุนแรงของลมลงได้ หรืออาจจะเกิดจากความหย่อมกดอากาศต่ำและเกิดจากร่องความกดอากาศต่ำ และอาจจะไม่มีทิศทางที่แน่นอนหรือตายตัวจะเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ
พายุประเภทที่ 2.พายุหมุนเขตร้อนต่างๆอย่างเช่น พายุเฮอร์ริเคน,พายุไต้ฝุ่น และพายุไซโคลน จากที่กล่าวมานี้จะเป็นพายุหมุนที่มีขนาดใหญ่ และพายุนี้จะเกิดขึ้นหรือว่าจะเริ่มก่อตัวจากทะเล ถ้าหากว่าพายุเกิดขึ้นเหนือเส้นศูนย์สูตร พายุจะมีทิศทางการหมุนที่ทวนเข็มนาฬิกา และถ้าหากว่าเกิดพายุใต้เส้นศูนย์สูตรพายุจะหมุนตามเข็มนาฬิกา และพายุที่เกิดขึ้นในแต่ละพื้นที่จะมีชื่อเรียกที่แตกต่างกันตามที่พายุเกิด ดังนี้คือ (มีต่อ…)
ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติของภูเขาไฟ

ในโลกนี้มีภูเขาไฟหลายแบบ อย่างเช่น ภูเขาไฟที่มีพลัง (active volcanoes)เป็นภูเขาไฟที่ยังมีการประทุ และภูเขาไฟสงบ (dormant volcanoes)คือ เคยเกิดการประทุในอดีตและในปัจจุบันจะไม่มีการกลับมาเกิดการประทุอีกรอบ และอีกภูเขาไฟชนิดหนึ่งคือภูเขาไฟดับสนิท (extint volcanoes) คือจะไม่มีการเกิดการปรุทุเลยจากในอดีตจนถึงปัจจุบัน เพราะฉะนั้นภูเขาไฟที่อาจจะเกิดการประทุขึ้นได้อีกครั้งก็คือภูเขาไฟมีพลัง เพราะว่าเมื่อภูเขาไฟเกิดประทุขึ้น หินหนืดที่มีอยู่ในแผ่นเปลือกโลกชั้นในนั้นที่ประกอบด้วยธาตุต่าง ๆ ที่เป็นของเหลวหรือว่าที่เรารู้จักกันในชื่อของแมกมา ธาตุบางตัวที่เป็นส่วนประกอบในหินหนืดก็จะกลายเป็นแก๊สและถ้าหินหนืดมีความร้อนสูงจะเคลื่อนตัวเข้าไปใกล้ผิวโลกและก๊าซมีน้ำหนักที่เบากว่าจะลอยตัวอยู่บนหินหนืดและจะดันตัวเองออกมาจากเปลือกโลก ถ้าปล่องภูเขาไฟปิดอยู่นั้นทำให้ก๊าซจำนวนมากออกมาไม่ได้และจะเกิดการสะสมอยู่ตรงปากปล่อง เมื่อเกิดการสะสมมาก ๆ ก็จะดันออกมาจะทำให้หินนั้นแตกออกมากระจายเป็นเศษหินชิ้นเล็ก ๆ และจะถูกดันขึ้นไปบนอากาศพร้อมกับหินหนืดและก็จะไหลลงสู่พื้นโลก ในการดันตัวและการไหลของหินหนืดหรือว่าแมกมานี้อาจจะมีการเกิดแบบการไหลที่มีการเคลื่อนตัวไปอย่างช้าๆ หรือเกิดการปะทุขึ้นอย่างรุนแรงจนทำให้เกิดฝุ่นละอองและก็เศษหินลอยอยู่ในชั้นบรรยากาศของโลก และความแตกต่างของการเคลื่อนที่ทั้งสองแบบนี้ นักวิทยาศาสตร์ได้พบว่าส่วนประกอบของหินหนืดนั้นเป็นองค์ประกอบที่สำคัญในการที่จะทำให้ภูเขาไฟระเบิดและในแต่ละครั้งก็จะมีลักษณะของความรุนแรงแตกต่างกันออกไป ดังนี้
1. ถ้าหินหนืดประกอบไปด้วยเหล็กและก็แมกนีเซียมจำนวนที่มากก็จะมีความหนืดน้อยก็จะทำให้ค่อย ๆ ไหลออกมา
2. ถ้าหินหนืดมีซิลิกามาก ๆ ก็จะมีความหนืดมาก เพราะฉะนั้นก็จะมีการปะทุขึ้นมาแล้วเกิดระเบิดขึ้นมา
3. ถ้าหินหนืดมีก๊าซปนอยู่มาก ๆ การปะทุในแบบนี้จะก่อให้เกิดการระเบิดที่รุนแรงมาก ๆ
ของที่เป็นของแข็ง
โดยส่วนมากแล้วจะพบในรูปของลาวาหลาก(Lava flow) ที่จะไหลออกไปเป็นวงกง้างหลายร้อยกิโลเมตร จะมีขนาดตั้งแต่เป็นผงฝุ่นที่มีขนาดเล็กและมีขนาดใหญ่มีน้ำหนักหลายตัน ถ้ามีอุณหภูมิต่ำลงก็จะมีสภาพกลายเป็นหินที่เราเรียกว่า ตะกอนภูเขาไฟ (pyroclastic) ตัวที่ปลิวไปในอากาศเมื่อมันเย็นตัวลงเราก็จะเรียกว่า เถ้าธุลีภูเขาไฟ (volcanic ash)
ของที่เป็นของเหลว
ลาวาจะเป็นของเหลวที่พุ่งไหลผ่านปล่องภูเขาไฟขึ้นไปในชั้นบรรยากาศ การระเบิดของลาวาในแต่ล่ะครั้งจะแตกต่างกันออกไป อย่างเช่น ธาตุเป็นองค์ประกอบที่แตกต่างกันและทำให้เกิดการประทุของภูเขาไฟในแต่ละครั้งที่แตกต่างกัน และภูเขาไฟที่มีลักษณะไม่เหมือนกันก็จะส่งผลโดยตรงจากคุณสมบัติและลักษณะของกายภาพที่แตกต่างกันออกไปของลาวา เป็นต้น
การเกิดพายุทอร์นาโดในสหรัฐและการเกิดปรากฏการณ์ La Nina

โดยทั่วไปแล้วพายุฝนฟ้าคะนองรุนแรงที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดการหมุนเหวี่ยงของอากาศที่ เรียกว่า Supercells ซึ่งจะรวมตัวกันเป็น พายุทอร์นาโดและมันจะสร้างความหายนะอย่างมากให้แก่ชีวิตและทรัพย์สิน แต่ก็มีบ้างที่ Supercells จะไม่เกิดพายุทอร์นาโด แต่จะทำให้เกิดพายุฝนลูกเห็บ ลมพายุกรรโชกแรง ฟ้าแลบฟ้าร้องและน้ำท่วมฉับพลัน ซึ่งอาจจะใช้เวลานานหลายชั่วโมงอยู่เหมือนกัน
ในพายุทอร์นาโดนั้นอาจจะเกิดขึ้นในเวลาเพียงไม่กี่วินาทีและไปจนถึงนานนับชั่วโมงก็มี แต่สำหรับพายุทอร์นาโดโดยส่วนใหญ่จะแตกสลายตัวในเวลาประมาณ 10 นาที ได้มีการคาดเดาว่าในช่วงระยะเวลาในแต่ล่ะปีจะมีการเกิดพายุทอร์นาโดในประเทศสหรัฐประมาณ 1,300 ครั้ง ถึงอย่างไรก็ตามตัวเลขเฉลี่ยที่แท้จริงนั้นยังประมาณหรือคาดเดาได้ยากเพราะว่าจากความผิดพลาดที่เกิดขึ้นในการบันทึกสถิติแล้ว ยังมีความไม่ชัดเจนในการแบ่งประเภทของพายุและการสำรวจที่ตกหล่นลงมาจากการสำรวจในประเทศสหรัฐเป็นส่วนใหญ่และพายุจะเคลื่อนที่จากภาคตะวันตกเฉียงใต้ไปทางด้านภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และจากตะวันตกของประเทศไปยังทางด้านตะวันออกของประเทศ แต่ก็ยังมีพายุทอร์นาโดบางลูกที่อาจจะเปลี่ยนทิศทางหรือว่าสลับด้านกันจากตะวันออกไปตะวันตกบ้าง การพยากรณ์นั้นมีโอกาสเกิดพายุทอร์นาโดและสามารถพยากรณ์ได้ล่วงหน้า 1-2 วัน โดยผู้พยากรณ์จะใช้วิธีตรวจสอบระดับอุณหภูมิและลักษณะของลมซึ่งอาจก่อให้เกิดความชื้นและความปรวนแปร การยกตัวของพายุและการเปลี่ยนแปลงความเร็วหรือแม้แต่ทิศทางลมอย่างรวดเร็วจะมีผลทำให้เกิดพายุฝนฟ้าคะนองรวมทั้งการเกิดพายุทอร์นาโดขึ้น
ขณะเดียวกันนั้นนักอุตุนิยมวิทยาได้กล่าวว่าปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เราเรียกว่าลานิญญ่า นั้นน่าจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอุทกภัยครั้งยิ่งใหญ่และสภาพอากาศแห้งแล้งในโลกในช่วงระยะเวลา 9 เดือนที่ผ่านมา พายุกำลังลดลงและกำลังจะหมดลง
กรมอุตุนิยมวิทยาโลกที่อยู่นครเจนีวาได้มีการแถลงการณ์ว่าปรากฏการณ์ลานิญญ่าที่เกิดขึ้นนั้น เป็ฯสาเหตุให้เกิดฝนตกหนักมาก และเกิดน้ำท่วมและพายุไต้ฝุ่นในประเทศออสเตรเลีย และประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมไปถึงประเทศไทยและบางส่วนของประเทศในทวีปอเมริกา รวมไปถึงภัยแล้งในบางส่วนของเอเชีย, อาฟริกาและในอเมริกาใต้ และก็มีข่าวดีว่าจะมีแนวโน้มลดลงและอาจจะไม่เกิดขึ้นอีกตลอดปีนี้เลยก็เป็นได้
การเกิดปรากฏการณ์ลานิญญ่านั้นเกิดจากสาเหตุที่ระดับอุณหภูมิของผิวน้ำในมหาสมุทรแปซิฟิกจะมีระดับอุณหภูมิที่เย็นกว่าปกติซึ่งตรงกันข้ามกับการเกิดปรากฏการณ์ของเอลนิญโญ่ แต่ทั้ง 2 เหตุการณ์นี้สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ต่อสภาพภูมิอากาศทั่วโลกได้